นักวิ่งมือใหม่ระวัง! Runner’s knee วิ่งแล้วเจ็บเข่า โรคยอดฮิตที่นักวิ่งควรรู้

นักวิ่งมือใหม่ระวัง! Runner’s knee วิ่งแล้วเจ็บเข่า โรคยอดฮิตที่นักวิ่งควรรู้

แชร์ได้เลยค่ะ

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แต่เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองมีอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ไม่ว่าจะเป็น วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า ฯลฯ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องทำความรู้จักกับ โรค Runner’s knee หรือ โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ เพราะนี่คือโรคยอดฮิต ที่มักเกิดกับนักวิ่งอยู่เสมอๆ ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณ “ลูกสะบ้าหัวเข่า” จึงทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่านั่นเอง ดังนั้นเรามาเจาะลึกถึงโรค Runner’s knee อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง เพื่อให้นักวิ่งทั้งหลาย ได้ระมัดระวัง และ ป้องกัน ไม่ให้อาการเจ็บหัวเข่า เกิดขึ้นกับตนเอง

Runner’s knee หรือ โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ
สาเหตุหลักมาจาก ท่าวิ่งผิดวิธี 
ทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ลูกสะบ้าถูกกระแทกจนอักเสบ เส้นเอ็นลูกสะบ้าอักเสบทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่าได้

เช็คให้ชัวร์ โรค Runner’s knee วิ่งแล้วเจ็บเข่า สาเหตุเกิดจากอะไร

นักวิ่งมือใหม่หลายคน เมื่อเกิดอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ก็อาจจะคิดว่า อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่งนั้น มาจากการเลือกรองเท้าวิ่งที่ไม่ดี หรือเลือกรองเท้าวิ่งไม่เหมาะสมหรือเปล่า? แต่แท้จริงแล้ว อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า มาจาก “ท่าวิ่งที่ผิดวิธี” เช่น วิ่งลงส้นเท้า ในขณะที่เส้นตึง, วิ่งก้าวเท้ายาวเกินไป, วิ่งไขว้ขา เป็นต้น จนทำให้กล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ เกิดการกระแทกของลูกสะบ้า ทำให้ลูกสะบ้าอักเสบ และ เส้นเอ็นลูกสะบ้าอักเสบ จนเกิดเป็นโรค Runner’s knee หรือ โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ จากการวิ่ง ที่ทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่าได้นั่นเอง 

เช็คให้ชัวร์ โรค Runner’s knee วิ่งแล้วเจ็บเข่า สาเหตุเกิดจากอะไร
เพศ : อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง มักเกิดกับเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 
น้ำหนัก : หากน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน หัวเข่าต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ หรือ ลูกสะบ้าอักเสบได้ 
กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง : หากเป็นคนกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง  หรือ มีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง แนวโน้มที่จะวิ่งแล้วเจ็บเข่า จึงมีโอกาสสูงกว่า 
กล้ามเนื้อต้นขาหน้า ไม่แข็งแรง : มักเกิดขึ้นกับเพศชาย
กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง ไม่แข็งแรง : มักเกิดขึ้นกับเพศหญิง 
ลูกสะบ้าเข่าเอียง : เวลาวิ่งก็จะเจ็บหัวเข่าง่าย เพราะเข่าจะถูกเสียดสีมากกว่าปกติ ทำให้ลูกสะบ้าอักเสบได้ง่าย
เท้าแบน : เวลาวิ่งจะทำให้ลูกสะบ้าเข่าเอียง มากกว่าปกติ
วิ่ง หรือ ออกกำลังกายอย่างหักโหม : มีโอกาสที่จะเกิดลูกสะบ้าอักเสบ หรือ โรค Runner’s knee ได้ง่าย

นอกจากท่าวิ่ง ที่เป็นปัจจัยหลัก ในการทำให้ลูกสะบ้าอักเสบ เกิดเป็น โรค Runner’s knee จนวิ่งแล้วเจ็บเข่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้นักวิ่งหลายคน เกิดอาการเหล่านี้ได้อีก เช่น

  • เพศ : อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง มักเกิดกับเพศหญิง มากกว่าเพศชาย เนื่องจากผู้หญิงมีสะโพกกว้างกว่า ส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่ลูกสะบ้า เสี่ยงต่อลูกสะบ้าอักเสบ ได้มากกว่าผู้ชายนั่นเอง
  • น้ำหนัก : หากน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน โอกาสวิ่งแล้วเจ็บเข่า สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพราะหัวเข่าต้องทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ หรือ ลูกสะบ้าอักเสบได้
  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง : หากเป็นคนกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง  หรือ มีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง แนวโน้มที่จะวิ่งแล้วเจ็บเข่า จึงมีโอกาสสูงกว่า ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องสร้าง กล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา
  • กล้ามเนื้อต้นขาหน้า ไม่แข็งแรง : มักเกิดขึ้นกับเพศชาย
  • กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง ไม่แข็งแรง : มักเกิดขึ้นกับเพศหญิง
  • ลูกสะบ้าเข่าเอียง : หากลูกสะบ้าเข่าเอียง เวลาวิ่งก็จะเจ็บหัวเข่าง่าย เพราะเข่าจะถูกเสียดสีมากกว่าปกติ ทำให้ลูกสะบ้าอักเสบได้ง่าย
  • เท้าแบน : อาการเท้าแบน ก็มีส่วนทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่าง่าย เพราะเวลาวิ่งจะทำให้ลูกสะบ้าเข่าเอียง มากกว่าปกตินั่นเอง
  • วิ่ง หรือ ออกกำลังกายอย่างหักโหม : หากคุณวิ่ง หรือ การออกกำลังกายอย่างหักโหม ก็มีโอกาสที่จะเกิดลูกสะบ้าอักเสบ หรือ โรค Runner’s knee ได้ง่ายเช่นกัน

อาการของโรค Runner’s knee หรือ กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ จากการวิ่ง เป็นอย่างไร

Runner’s knee หรือ กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ จากการวิ่ง เป็นอย่างไร
1.วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า หรือ มีอาการวิ่งแล้วปวดเข่าด้านหน้า เนื่องจากลูกสะบ้าเกิดการเสียดสี กับ กระดูกต้นขา สะสมเป็นระยะเวลานาน จนลูกสะบ้าอักเสบ
2.วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า โดยเฉพาะตอนวิ่งขึ้น หรือ วิ่งลงจากที่สูง3
3.เวลาขึ้น – ลงบันได จะรู้สึกปวด หรือ เจ็บหัวเข่าด้านหน้า 
4.หากงอเข่า จะรู้สึกเจ็บหัวเข่าด้านหน้า
5.หากเหยียดเข่า จะรู้สึกปวด และรู้สึกข้อเข่าตึง ฝืด 
6.หากนั่งนาน แล้วลุกขึ้นยืน จะรู้สึกเจ็บหัวเข่าด้านหน้า
7.เจ็บหัวเข่าด้านหน้า เจ็บจี๊ดๆ แบบเป็นๆ หายๆ เวลาวิ่ง หรือ เปลี่ยนอิริยาบถ
8.บางรายหากเป็นหนัก จะมีอาการเข่าล็อค หรือ ขยับเข่าไม่ได้
9.หากกระดูกอ่อนเข่าอักเสบอย่างหนัก อาจทำให้เข่าบวม แดง ขึ้นมาได้
10.นอกจากวิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้าแล้ว อาจมีอาการปวดหลัง หรือ ปวดเอวร่วมด้วย เนื่องจากการโน้มตัววิ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนทำให้เกิดอาการเกร็งที่หลังได้

เมื่อทราบแล้วว่า สาเหตุของ Runner’s knee ที่วิ่งแล้วเจ็บเข่า เกิดจากอะไร ลองมาเช็คกันหน่อยดีกว่าว่า คุณเข้าข่ายกับการเป็นโรคนี้แล้วหรือยัง

  1. วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า หรือ มีอาการวิ่งแล้วปวดเข่าด้านหน้า เนื่องจากลูกสะบ้าเกิดการเสียดสี กับ กระดูกต้นขา สะสมเป็นระยะเวลานาน จนลูกสะบ้าอักเสบ
  2. วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า โดยเฉพาะตอนวิ่งขึ้น หรือ วิ่งลงจากที่สูง
  3. เวลาขึ้น – ลงบันได จะรู้สึกปวด หรือ เจ็บหัวเข่าด้านหน้า
  4. หากงอเข่า จะรู้สึกเจ็บหัวเข่าด้านหน้า
  5. หากเหยียดเข่า จะรู้สึกปวด และ รู้สึกข้อเข่าตึง ฝืด
  6. หากนั่งนาน แล้วลุกขึ้นยืน จะรู้สึกเจ็บหัวเข่าด้านหน้า
  7. เจ็บหัวเข่าด้านหน้า เจ็บจี๊ดๆ แบบเป็นๆ หายๆ เวลาวิ่ง หรือ เปลี่ยนอิริยาบถ
  8. บางรายหากเป็นหนัก จะมีอาการเข่าล็อค หรือ ขยับเข่าไม่ได้
  9. หากกระดูกอ่อนเข่าอักเสบอย่างหนัก อาจทำให้เข่าบวม แดง ขึ้นมาได้
  10. นอกจากวิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้าแล้ว อาจมีอาการปวดหลัง หรือ ปวดเอวร่วมด้วย เนื่องจากการโน้มตัววิ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนทำให้เกิดอาการเกร็งที่หลังได้

วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า บอกอะไรได้บ้าง

นอกจากการวิ่งแล้วเจ็บเข่า โดยเฉพาะเจ็บหัวเข่าด้านหน้า ที่เป็นสัญญาณของโรค Runner’s knee แล้ว อีกหนึ่งโรคที่นักวิ่งต้องระวัง คือ ITBS (Iliotibial Band Syndrome) ที่ทำให้เวลาวิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก หรือ วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่านั่นเอง

อาการวิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก หรือ วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่านี้ เกิดจากเส้นเอ็นที่อยู่ข้างเข่า เสียดสีกับปุ่มกระดูกข้างเข่า มักเกิดขึ้นกับนักวิ่ง ที่วิ่งระยะไกล วิ่งมาราธอน วิ่งขึ้น – ลงเนินเขา ติดต่อกันนาน จนทำให้กล้ามเนื้อขาล้า อ่อนแรง นำไปสู่อาการเจ็บหัวเข่าด้านนอกได้ หากมีขณะวิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า ควรหยุดวิ่งทันที แล้วทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยการประคบเย็น นอกจากอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง ติดต่อกันนานๆ แล้ว ยังสามารถเกิดอาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา อย่างการปั่นจักรยานได้ด้วยเช่นกัน

ทำอย่างไรดี? เมื่อวิ่งแล้วเจ็บเข่า แต่ต้องวิ่งต่อ

อย่างไรดี? เมื่อวิ่งแล้วเจ็บเข่า แต่ต้องวิ่งต่อ
1.ตั้งศีรษะให้ตรง พร้อมสายตามองตรงไปข้างหน้า เพื่อลดอาการเกร็ง บริเวณกล้ามเนื้อคอ รวมถึงไม่ให้น้ำหนัก ลงที่เอว สะโพก เข่า และ ขามากเกินไป 
2.ขณะวิ่งให้ตั้งหลังตรง แต่งอลำตัวไปข้างหน้าขณะวิ่งเล็กน้อย เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า
3.แกว่งแขนไปตามธรรมชาติ ไม่โยกตัวไปมาซ้าย - ขวาขณะวิ่ง 
4.วิ่งปลายเท้าตรงไปข้างหน้า ไม่บิดปลายเท้าเข้า หรือ ออกลำตัวขณะวิ่ง 
5.วิ่งโดยให้น้ำหนัก เทไปยังปลายเท้า แทนการวิ่งลงส้นเท้า เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า ไม่ให้วิ่งแล้วเจ็บเข่า
6.วิ่งก้าวเท้าสั้นลง แต่ให้เพิ่มรอบขาขณะวิ่งให้เร็วขึ้น เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า ไม่ให้วิ่งแล้วเจ็บเข่า
7.ห้ามวิ่งแล้วก้าวเท้ายาวเกินไป ไม่ต้องเหยียดเข่าจนสุด
8.ขณะวิ่งไม่ต้องยกเข่าสูงมากนัก
9.หากรู้สึกวิ่งแล้วเจ็บเข่ามาก ก็ควรหยุดวิ่ง และพักทันที เพื่อไม่ให้เจ็บหัวเข่ามากกว่าเดิม

เราเชื่อว่านักวิ่งหลายคน ต้องเคยประสบปัญหา วิ่งอยู่แล้วเกิดอาการเจ็บหัวเข่า ขึ้นมากะทันหัน แต่จำเป็นจะต้องวิ่งต่อไปให้ถึงจุดหมาย หรือ เส้นชัย ดังนั้นเราขอแนะนำวิธีวิ่ง เพื่อประคับประคอง อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง แล้วไปให้ถึงจุดหมาย ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. ตั้งศีรษะให้ตรง พร้อมสายตามองตรงไปข้างหน้า เพื่อลดอาการเกร็ง บริเวณกล้ามเนื้อคอ รวมถึงไม่ให้น้ำหนัก ลงที่เอว สะโพก เข่า และ ขามากเกินไป
  2. ขณะวิ่งให้ตั้งหลังตรง แต่งอลำตัวไปข้างหน้าขณะวิ่งเล็กน้อย เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า
  3. แกว่งแขนไปตามธรรมชาติ ไม่โยกตัวไปมาซ้าย – ขวาขณะวิ่ง
  4. วิ่งปลายเท้าตรงไปข้างหน้า ไม่บิดปลายเท้าเข้า หรือ ออกลำตัวขณะวิ่ง
  5. วิ่งโดยให้น้ำหนัก เทไปยังปลายเท้า แทนการวิ่งลงส้นเท้า เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า ไม่ให้วิ่งแล้วเจ็บเข่า
  6. วิ่งก้าวเท้าสั้นลง แต่ให้เพิ่มรอบขาขณะวิ่งให้เร็วขึ้น เพื่อลดแรงกระแทกที่เข่า ไม่ให้วิ่งแล้วเจ็บเข่า
  7. ห้ามวิ่งแล้วก้าวเท้ายาวเกินไป ไม่ต้องเหยียดเข่าจนสุด
  8. ขณะวิ่งไม่ต้องยกเข่าสูงมากนัก
  9. หากรู้สึกวิ่งแล้วเจ็บเข่ามาก ก็ควรหยุดวิ่ง และพักทันที เพื่อไม่ให้เจ็บหัวเข่ามากกว่าเดิม

วิ่งแล้วเจ็บเข่า วิธีป้องกัน ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

ป้องกันอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
1.บริหารร่างกาย ยืดเส้นก่อนวิ่ง  
2.เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อน่อง อย่างสม่ำเสมอ
3.เลือกรองเท้าที่เป็นรองเท้าสำหรับวิ่งโดยเฉพาะ พื้นหนา รองรับแรงกระแทกได้ดี  และเลือกให้เหมาะกับรูปเท้าของตัวเอง
4.	หากเพิ่งเริ่มวิ่ง ไม่ควรหักโหมมากนัก แนะนำให้ค่อยๆ ปรับโปรแกรมการวิ่ง ด้วยการเพิ่มระยะทางขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์
5.หากวันไหนวิ่งไกล หรือ วิ่งเร็วกว่าปกติ ให้ประคบเย็น หลังวิ่งเสร็จ เพื่อป้องกันอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง 
6.หลีกเลี่ยงการวิ่งขึ้นเนินเขา หรือ บันได 
7.ใส่อุปกรณ์พยุงเข่า ป้องกันเวลาวิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก หรือ วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่าได้
8.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ป้องกันไม่ให้หัวเข่า แบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไป ที่มีโอกาสทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่าได้
9.หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งยอง นั่งคุกเข่า หรือ นั่งขัดสมาธิ 
10.ออกกำลังกายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพื่อเสริมสร้างร่างกาย ให้แข็งแรงทั้งหมด

หากคุณไม่อยากมี อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ก็สามารถป้องกันได้ตั้งแต่แรก ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. บริหารร่างกาย ยืดเส้นก่อนวิ่ง ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อน่อง เอว หลัง แขน เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
  2. เพิ่มความแข็งแรงให้ กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อน่อง อย่างสม่ำเสมอ
  3. เลือกรองเท้าที่เป็นรองเท้าสำหรับวิ่งโดยเฉพาะ พื้นหนา รองรับแรงกระแทกได้ดี  และเลือกให้เหมาะกับรูปเท้าของตัวเอง
  4. หากเพิ่งเริ่มวิ่ง ไม่ควรหักโหมมากนัก แนะนำให้ค่อยๆ ปรับโปรแกรมการวิ่ง ด้วยการเพิ่มระยะทางขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์
  5. หากวันไหนวิ่งไกล หรือ วิ่งเร็วกว่าปกติ ให้ประคบเย็น หลังวิ่งเสร็จ เพื่อป้องกันอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง
  6. หลีกเลี่ยงการวิ่งขึ้นเนินเขา หรือ บันได
  7. ใส่อุปกรณ์พยุงเข่า เพราะสามารถป้องกันเวลาวิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก หรือ วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่าได้
  8. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเข่า แบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไป ที่มีโอกาสทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่าได้
  9. หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งยอง นั่งคุกเข่า หรือ นั่งขัดสมาธิ
  10. ออกกำลังกายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพื่อเสริมสร้างร่างกาย ให้แข็งแรงทั้งหมด

วิ่งแล้วเจ็บเข่า รักษาอาการเจ็บเข่า ด้วยตัวเองได้ ง่ายๆ โดยไม่ง้อยาเคมี

หากมีอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ไม่ว่าจะเป็น วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งปวดเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า หรือ อาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา เราแนะนำให้คุณทำการประคบเย็น และหยุดพักจากการวิ่งสักระยะ เพื่อดูแลอาการกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ และ ลูกสะบ้าอักเสบ ให้กลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้ การรับประทานยาสมุนไพร รวมถึง การใช้สเปรย์สมุนไพรสกัดธรรมชาติ เพื่อรักษาอาการเจ็บเข่า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่เราแนะนำ

ซึ่งกฎเกณฑ์การเลือกนั้นไม่ยาก อย่างเช่น ยาสำหรับรับประทาน เราแนะนำให้เลือกยาสมุนไพร ที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ 100% เช่น ขิงสกัด ขมิ้นชันสกัด กำแพงเจ็ดชั้นสกัด เป็นต้น เพราะสามารถกินต่อเนื่องได้ ไม่เสี่ยงต่อสารเคมีตกค้างในร่างกาย เป็นผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มี อย. รองรับ กระบวนการผลิตมาตรฐาน (GMP) ยาสำหรับใช้ภายนอก แนะนำให้เลือกชนิดที่มีตัวยา ซึมเข้ารักษาที่กลไกการอักเสบ จึงจะรักษาได้ผล เช่น ยาสมุนไพร จากศูนย์แพทย์แผนไทย หมออรรถวุฒิ ที่มีตัวยาสมุนไพร รักษาอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง และ อาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา ทั้งรูปแบบยารับประทาน และ ยาใช้ภายนอก

1. ยากษัยเส้น

ยากษัยเส้น
ดูแลอาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา และ รักษาอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง
สกัดสมุนไพรธรรมชาติ อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บำรุงเส้นเอ็น และ กล้ามเนื้อให้แข็งแรง

“ยากษัยเส้น” เป็นยาชนิดรับประทาน รักษาอาการเจ็บเข่า ไม่ว่าจะเป็น กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ ลูกสะบ้าอักเสบ อาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง ฯลฯ ซึ่งถือว่าปลอดภัยต่อร่างกาย ไม่ต้องกังวลกับสารเคมีตกค้างในร่างกาย เนื่องจากสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ 100% หลากหลายชนิด เช่น เถาวัลย์เปรียงแดงสกัด, เถาวัลย์เปรียงขาวสกัด, โด่ไม่รู้ล้มสกัด, ทองพันชั่งดอกเหลืองสกัด, เถาโคคลานสกัด ฯลฯ จึงไม่เหมือนกับยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)


เมื่อทานแล้ว สามารถเข้าไปรักษาถึงกลไกการอักเสบได้ อย่างลงลึก ส่งเสริมกันทุกกลไก COX2 , IL1 , TNF, PGE, อนุมูลอิสระ ฯลฯ จึงทำให้อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยบำรุงเส้นเอ็น อาการวิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่าก็ดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ไม่เจ็บหัวเข่าง่ายๆ

2. ไมรอทนาโนสเปรย์ (Mirott Nano Spray)

วิ่งแล้วเจ็บเข่า ต้องไมรอทนาโนสเปรย์ เท่านั้น!
สเปรย์นวัตกรรมนาโนโมเลกุล สกัดสมุนไพร ใหม่ล่าสุด! 
รักษาอาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา
รักษาอาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งปวดเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า 
รักษากระดูกอ่อนเข่าอักเสบ ลูกสะบ้าอักเสบ 
ตัวยาซึมลึก เข้าสู่กลไกการอักเสบโดยตรง 
เห็นผลจริง ไม่มีผลข้างเคียง

หากคุณชอบวิ่ง ชอบออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ การมีสเปรย์แก้ปวด พกติดตัวไว้ คงไม่ใช่เรื่องแปลก และ “ไมรอทนาโนสเปรย์” คือ หนึ่งในสเปรย์แก้เจ็บหัวเข่า ที่เราอยากแนะนำให้พกติดตัวเพราะ เป็นสเปรย์ที่สามารถดูแล อาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นกีฬา อาการเจ็บหัวเข่าจากการวิ่ง วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า วิ่งปวดเข่าด้านหน้า วิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก วิ่งแล้วเจ็บเอ็นข้างเข่า กระดูกอ่อนเข่าอักเสบ ลูกสะบ้าอักเสบ ฯลฯ ซึ่งเป็นการพัฒนา NANOPi อนุภาคนาโนการกักเก็บ สารสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ พัฒนาโดย สวทช. ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำสมุนไพรมาสกัดมากถึง 7 ชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขิง เถาวัลย์เปรียง เป็นต้น

ความพิเศษของไมรอทนาโนสเปรย์ คือ ตัวยาซึมลึกผ่านผิวได้ง่าย เข้ารักษาอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ได้อย่างตรงจุด ซึ่งแตกต่างจากยาทาแก้ปวดเข่า หรือ สเปรย์แก้ปวดเข่า ทั่วไปตามท้องตลาด ที่ไม่มีส่วนผสมของยาออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีเพียงส่วนผสมของเมนทอล ยูคาลิปตัส หรือ แอลกอฮอล์ ที่ทำให้รู้สึกร้อน – เย็น แล้วทำให้อาการเจ็บหัวเข่า หรือ ปวดเข่าหายไปได้ชั่วขณะเท่านั้น ไม่ได้ซึมเข้ารักษา อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ได้อย่างแท้จริง

ที่สำคัญไมรอทนาโนสเปรย์ ผ่านการวิจัย และ การตรวจสอบประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน Diclofenac แล้วพบว่า “ตัวอนุภาคนาโนของ ไมรอทนาโนสเปรย์ มีความสามารถในการยับยั้งการอักเสบ ได้มากกว่า Diclofenac ถึง 80% และยับยั้ง Cox2 , PGE , IL1 , TNF และ อนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของอาการปวดเข่า เข่าบวม ข้อเข่าอักเสบ เข่าเสื่อม อย่างตรงจุด ครบทุกกลไกลึกถึงแก่นอีกด้วย” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หากมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม สามารถคอมเม้นท์สอบถามได้ เรามีเภสัชกร และ ผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ


แชร์ได้เลยค่ะ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Shopping Cart
Scroll to Top